Sin's profileเวลา กับ ความหนาวPhotosBlogListsMore Tools Help

เวลา กับ ความหนาว

เหม่อมองบนฟ้าไกล จ้องมองด้วยความสงสัยว่าใครกันนะใคร ที่จะทำให้เธอเดินหลงทางมาเจอกันฉัน
Photo 1 of 21
February 24

Great Ocean Road & Grampians 2008 ตอนที่ 9 First day in Grampians

 
Surprise ชุดใหญ่ผ่านไป ก็ไม่ได้หมายความว่าการเดินทางอันแสนสนุกของเราจะจบลงแต่อย่างใด 
ตรงกันข้าม ผมรู้สึกเหมือนมันกำลังเริ่มต้นขึ้นต่างหาก เพราะตอนนี้เราเดินทางมาถึงจุด สุดยอดอีกจุดนึง
นั่นก็คือ อุทยาน Grampians นั่นเอง นะครับ
เช้าวันต่อมาพวกเราเดินทางอย่างไม่เร่งรีบ ทานอาหารกลางวันกันก่อน แล้วจึงเริ่มเดินทาง เพราะ สถานที่นั้น
ไม่ได้ ห่างจากที่พักสักเท่าไหร่ เดินทางราวๆ ครึ่งชั่วโมงก็ถึง แล้วล่ะครับ
 

ที่แรกที่เราจะไป คือ ทะเลสาบ Bellfield นั่นเองครับ พวกเราวางแผน จะมาตกปลา และ ปั่นจักรยานเล่นกัน ที่นี่
เมื่อเราไปถึงจุดพักนักเดินทาง Hallsgap นั่นเราก็พัก ทานอาหารพร้อมทั้งหาที่เช่าจักรยาน และ สอบถามข้อมูลนักท่องเที่ยว
ซึ่งในวันที่เราไปถึงนั้นเป็นช่วงปีใหม่ครับ คนเยอะมากๆ และแต่ละคนก็พักแถวนี้กันทั้งนั้น เมื่อผมดูบรรยากาศรอบๆ ตัวแล้ว
รู้สึกได้ว่า หากเราจองที่พักที่นี่ คงจะไม่รู้สึกดีสักเท่าไหร่  เพราะบรรยากาศไม่ต่างจาก เมืองเล็กๆ เลย
พลุกพล่านไปด้วยผู้คน กลางคืนก็คงเต็มไปด้วยแสงไฟ เพื่อนๆ ผมเองก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน
เลยทำให้เราไปเที่ยว และพักผ่อนได้อย่างเต็มที่จริงๆ สำหรับการเที่ยวครั้งนี้
 

เราไปถึงร้านเช่าจักรยาน ปรากฏว่าเหลือจักรยาน แค่ สองคัน ครับ พวกเราเลยตัดสินใจกันว่า จะเช่ากี่คันยังไง
สรุป เลยเช่าแค่คันเดียวแล้วผลัดกันขี่ เพราะระยะทาง แต่ละจุดนั้นก็เกิน หนึ่งกิโลเมตร แถม จักรยาน ก็ไม่ได้ ดีมากมายนัก
ไม่ได้สมกับราคา เช่าเลย เราจึง ผลัดกัน(ถ้าไม่ผลัดกันนี่ คงจะลำบากครับเพราะหนทางของเรานั้น กินระยะทางกว่า ห้ากิโลเมตร)
 

จากนั้นเราก็เดินทางไปยังทะเลสาบ Bellfield ครับ การมาได้ดูทะเลสาบกว้างๆ กินลมตามธรรมชาติ และซึมซับบรรยากาศของภูเขา
และต้นไม้เนี่ย มันช่างรู้สึกดีอะไรเช่นนี้หนอ เหมือนกับการได้กินน้ำอัดลมเย็นๆหลังจากการเดินทางไกลที่แสนอ่อนล้า ซะเหลือเกิน
เราพักที่นี่อยู่สักพักใหญ่เลยครับ เพราะเพื่อนของเรานั้น ปั่นจักรยานตามมาไม่ทัน ครับ เหอๆ ก็เล่นซะไกลเป็นกิโล
 แล้วปั่นขึ้นเขาอีกต่างหากจะไม่เหนื่อยได้ไงครับ เหอๆ
 

เมื่อเพื่อนฮันเตอร์ของเรามาถึงแล้ว ผมก็ขอยืมจักรยานไปขี่ต่อทันทีครับเพราะไกลลิบๆ สุดทะเลสาบนั้น มีประภาคารเล็กๆ
ซึ่งผมสงสัยมากว่าเอาไว้ทำอะไร แต่จะเดินไปก็คงจะใช้เวลา ไปกลับ เกือบชั่วโมง เลยใช้จักรยานปั่นเพื่อไปพิสูจน์ว่ามีอะไรตรงนั้น
แล้วถ่ายรูปกลับมาให้เพื่อนๆ ชมกัน เหอๆ ขนาดปั่นจักรยานไปยังใช้เวลาสิบห้านาทีถึงจะไปถึงสุดทางเลยครับ
 

เมื่อไปถึงแล้วก็ต้องพบกับ ความว่างเปล่า ไม่มีอะไรเลย จริงๆ แหม ช่างน่าเสียดายจริงๆ แต่ก็ดีอย่าง ที่ไม่ได้เดินมากันทุกคน
ผมจึงรีบเก็บภาพถ่ายตรงนั้น แล้วปั่นกลับมา ประจวบเหมาะกับจังหวะที่พี่มอสอยากขี่พอดี ผมจึงบอกว่า ตรงโน้นมีทะเลสาบอีก
ให้พี่ปั่นไปอีกทะเลสาบนึงละกัน เกือบกิโลได้ เหอๆ พี่มอสปั่นจน หมดแรงเลยล่ะครับงานนี้ เมื่อเราไปถึงอีกทะเลสาบนึง
 

พี่มอสก็ยังปั่นไม่ถึง เมื่อเราขับรถผ่าน พี่มอสก็ขี่รถจักรยานล้มซะงั้นด้วยความเป็นห่วงผมจึงลงจากรถตู้ไปดู
แต่ดีที่ไม่เป็นไรมากครับ แต่เท่านั้นยังไม่พอ ทางเข้าทะเลสาบดันเป็นทางดินแดง ซึ่งลื่นมากๆ
พี่มอสขี่ลงเนินมาอย่างรวมเร็ว พร้อมทั้งหักพวงมาลัย ดังแป้ก ผมเห็นดังนั้นก็เลยเดาได้แล้วครับว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น
นั่นก็คือเสียง โครมมมมมมมมมมมมมมมมมมม ตามมานั่นเองครับ เหอๆ พี่มอสล้มสองครั้ง แต่ไม่เป็นไรเลย
พร้อมทั้งลุกขึ้นมาหัวเราะ ฮ่าๆๆๆๆๆ ผมก็เลยเข้าไปถามว่าไหวไหมพี่ เดี๋ยวผมจะปั่นต่อไปเอง พี่มอสบอกว่า
เนี่ยแหละ น้าแก่แล้ว ก็ยังฝืน ไม่ไหวๆ ไม่มีแรงเอาซะเลย สงสัยจะหมดไฟแล้วจริงๆ ผมฟังแล้วก็ขำ
และนึกในใจว่า ก็เกินเลขสามแล้วนี่พี่ เหอๆ
 

ผมได้ลองปั่นอีกครั้ง คราวนี้ผมก็ไม่ไหวเช่นกันครับ ปั่นช้าๆ ประคองตัวไป ทะเลสาบ
พร้อมทั้งหามุม ถ่ายรูปดีๆ สักหน่อย แหม ก็ฟ้าสว่าง วิวดี ขนาดนี้ มันช่างน่าอภรมย์เสียจริงๆ เชียว การเดินทางเพื่อชมวิวทะเลสาบของเรา
เป็นการ พักผ่อนเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศก่อนจะเข้าสู่ บรรยากาศที่เรียกความสุดยอดอีกครั้ง ในเวลาอาทิตย์อัสดงที่จะมาถึงในวันนี้
มันช่างเป็นอะไรที่ดีจริงๆ
 
February 20

Great Ocean Road & Grampians 2008 ตอนที่ 8 Happy Birthday to you


คืนนี้แล้วละครับ ที่แผนการที่เราเตรียมไว้ก่อนจะถึงช่วงเวลานั้นเราก็ทำการเตรียมอาหารเย็นครับ
อาหารเย็นที่แสนอร่อยสำหรับวันนี้คือ บาร์บีคิว ครับ เจ้าของรีสอร์ทเขาก็เตรียม ไว้ให้ทุกอย่าง
เตาบาร์บีคิว แก้ส รวมถึงห้องอาหารที่เราสามารถใช้รับประทานอาหารที่ตกแต่งไว้ได้อย่างดี
เรียกได้ว่าการมาเที่ยวครั้งนี้ลืม บรรยากาศ วุ่นวายในเมืองไปเลยครับ มันสุขสงบจริงๆ
เราทานอาหารกันแบบว่า ไทย จีน ศรีลังกา เป็นมื้อที่ค่อนข้างจะสนุกเลยทีเดียวเพราะอาหาร
ทำกันกินแบบว่าราชายังอายเลยล่ะครับ เหอๆ



และแล้วก็ถึงเวลาเซอร์ไพรส์กันซักที เริ่มต้นจากแผนให้แฟน ไปกับทอมมี่เพื่อไปล้างจาน ที่บ้าน
แล้วหลังจากนั้นเราก็เตรียมสถานที่กันครับ เริ่มจากจัดโต้ะเก้าอี้ แล้วางแผนให้ พัดโบก ถ่ายวีดีโอ ส่วนพี่มอส ให้ปิดไฟ
แล้วหน้าที่เสียงอันตรายที่สุดก็ยกให้เป็นหน้าที่ของศรีลังกาไป นั่นก็คือ จุดดอกไม้ไฟนั่นเอง
(ก่อนหน้านั้นเราพยายามเลือกแบบที่มีแต่ สี กับแสงครับ ไม่มีเสียง เพื่อความปลอดภัยกับทุกๆ คน)
ส่วนผมและแฟนเจ้าภาพก็รับหน้าที่จับกีต้าร์และร้องเพลง คู่ ให้ฟัง ครับ

  

จากนั้นเมื่อเตรียมเสร็จแล้วผมก็บอกกับทอมมี่ว่าให้ปิดตา สาวเจ้ามานะ
แล้วให้มายืนตรงหน้า แฟนเขา บรรยากาศ เริ่มโรแมนติกแล้วครับ
แต่เจ้าตัวฮันเตอร์ กลับ โรแมนติกไม่เป็น ซะงั้น .... เลยพูด เป็นภาษาอังกฤษแบบเขินๆ
แหม.... เขาบอกว่าครั้งแรกของเขานี่ครับ เลยเขินอายกันซะทั้งคู่เลย
ส่วนผมน่ะเหรอครับ ได้แต่นั่งขำครับ เหอๆ อะไรจะอายขนาดนั้น
หลังจากเกริ่นนำ แล้วเราก็เริ่มร้องเพลง กัน เพลงนี้เป็นเพลงที่ผมเคยให้ได้ฟังในตอนที่ผ่านมาแล้วนั่นเอง
แต่มันจะพิเศษกว่าหน่อย ตรงที่ จะมีท่อนที่ผมเสิรมเข้าไปเป็นท่อนที่แปลจากภาษาจีนเป็นอังกฤษ ครับ
ฟังแล้วเพราะมาก ใครอยากเห็นผมร้องเพลง เล่นกีตาร์ก็ลองฟังดูคลิปนี่นะครับ



แบบว่าบรรยากาศโรแมนติกมาก จน สาวเจ้าน้ำตาซึมเลยอ่ะ เหอๆ ตอนเล่นเพลงจบไฟก็ดับลง ครับ
เป็นสัญญาณให้ ดอกไม้ไฟที่เราเตรียมไว้ เริ่มได้แล้ว
แต่...... เหตุการณ์ไม่เป็นดังคาดครับ คนจุดดอกไม้ไฟจุดได้ ไม่หมด ครับ
วิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงกัน เหอๆ เห็นแล้วก็อดขำไม่ได้ ตอนหลัง ศรีลังกากลับมาบ่นผม ว่า เขากลัวมากๆ คราวหลังอย่าให้ทำอีกนะ
แต่ที่เซอร์ไพร์สกว่านั้นคือดอกไม้ไฟครับ เสียงมันดังมาก ทั้งๆ ที่เลือกแล้วว่าจะเอาอันที่ไม่มีเสียง แต่กลับดังสุดๆ
แต่ก็ไม่ได้ทำให้บรรยากาศเสียมากเท่าไหร่นัก ครับ
พวกเราเลยต่อด้วยเค้ก ที่เตียมไว้ HBD นั่นเอง พร้อมกับร้องเพลง HBD Eng/Chinese version กันอย่างสนุกสนาน
ปิดท้ายด้วย .... พลุชุดสุดท้าย ที่สวยงามตระการตา .... เป็นการปิดฉากการ เซอร์ไพร์ส สาวเจ้าอย่างสมบูรณ์ ...

แต่ หลังจากที่พลุดับเท่านั้นแหละครับ มีคนคนนึงเดินถือไฟฉายเข้ามา ยังกลุ่มพวกเรา ผมนึกในใจเอาแล้วไง...
ซวยแล้วตรู ต้นคิดโดนก่อนแน่ๆ จะโดนไล่ออกหรือเปล่าฟะเนี่ย สาธุ้ อย่าโดนอะไรเล้ยเจ้าประคุณ ผมสาธุในใจ ....
คนๆ นั้นคือเจ้าของรีสอร์ทนั่นเองครับ เขาเดินเข้ามา พร้อมกับ พูดว่า ...... That's should be the last one.
ความหมายคือให้ชุดนั้นเป็นชุดสุดท้ายนะ .... ผมนึกในใจ
โอว..... รอดแล้วเรา พร้อมกับ บอกขอบคุณเขา Thank you , Thank you very much .....
ในใจตอนนี้ ไม่รู้จะพูดอะไรแล้วล่ะครับ มันเป็นอะไรที่สุดยอดมาก
ความรู้สึกเหมือนคนกำลังจะตกเหวแต่มีคนมาดึงไว้ได้สำเร็จ มันเป็นความรู้สึกที่โล่ง มาก สิ่งที่เราเตรียมตัวมาหลายวัน สำเร็จ แล้ว.....
Yeahhhhhhhhhhhhhhhhhhhhhhhhhhhhhhhhhhhh!!!!!



 ..... มันเป็นอะไรที่สุดยอดมากๆ ครับ เชือถอะครับ เราไม่ได้มีโอกาสแบบนี้กันง่ายๆ ครับ
การที่คนหลายเชื้อชาติจะมา เซอร์ไพร์สวันเกิดให้ใครสักคนนึงที่ไม่ได้สนิทกันมาก่อน ....
การที่คนแปดคนจะร่วมมือกันทำอะไรบางอย่างได้อย่างสุดเยี่ยมขนาดนี้ ...
การที่จะมีวันเกิดของคนๆ นึง ในช่วงระหว่าง ไปเที่ยว มันเป็นอะไรที่เรียกว่าเป็นจังหวะที่ หาได้ยากมากๆ ....
ผมเชื่อว่าวันนั้น ทุกคนสนุกกันมากครับ เป็นวันที่ดีที่สุดอีกวันนึงของพวกเราเลยทีเดียว ....
หลังจากจบคืนนั้น ขณะที่หลายๆ คนแยกย้ายกันไปนอน
ผมคนนึงที่ยังยืนมองทองฟ้า ชื่นชมดูดวงดาวที่แพรวพราวระยิบระยับ อยู่บนฟ้าอย่างมีความสุขเพราะวันนี้ผมได้ทำสิ่งที่ตั้งใจไว้สำเร็จ
และทำให้คนอีกหลายๆคนที่มาเที่ยวด้วยกันในครั้งนี้ปลื้ม ใจ และมีความสุขไปพร้อมๆ กัน
มันช่างเป็นอะไรที่วิเศษจริงๆ ครับ ..... เห็นด้วยเหมือนผมไหมล่ะครับ อิอิ

January 22

Great Ocean Road & Grampians 2008 ตอนที่ 7 Old Dadswells Town

ระยะทางกว่าจะถึง ที่พัก Old dads well ของเราเนี่ยค่อนข้างไกล เลยล่ะครับ
 
 
 (ดูจาก แผนที่ได้ ระยะทางราวๆ  เกือบ 400 km ใช้เวลาเดินทางราวๆ ห้าชั่วโมง จากแผนที่นะครับ)
 ณ เวลานั้น ก็บ่ายสามเห็นจะได้
เรามีข้อตกลงกันว่าจะไปหาซื้ออุปกรณ์ตกปลากันที่ Warnambool ที่พักของเหล่านักเดินทางกันก่อน
เมื่อเราได้ไปถึงที่ที่เราจะซื้ออุปกรณ์ตกปลากัน
ผมก็ได้ บอกทางกับคนขับรถว่าที่พักเราอยู่ตรงนี้นะ Dadswells bridge แล้วเราจะต้องไปถึงที่นั่นก่อน มืด
ซึ่งนั่นก็คือ สามทุ่ม นั่นเอง แรกๆ คนขับเห็นแผนที่ แล้วยังไม่เข้าใจถึงความไกลของที่พักครับ
ผมก็ชี้ให้ดูว่า ตอนนี้เราอยู่ตรงนี้ (เรียกได้ว่าหลุดขอบแผนที่ไปคนละหน้าเลย ล่ะ เหอๆ )
เขาก็ยังไม่เชื่ออีก เลยลองกด GPS (เครื่อง ค้นหาตำแหน่ง นั่นเองครับ ) แล้วคำณวณระยะทาง และเวลาออกมา
รอไม่นานครับ เครื่องแสดงผลออกมาเป็น 5 ชั่วโมง เวลานั้นเป็นเวลา เกือบ ห้าโมงแล้วครับที่มาถึง Warnambool
หากยังชักช้าจะถึงที่หมายกันไม่ทันน่ะสิครับ คนขับกับเพื่อนชาวศรีลังกา ของผม เลยเร่งให้ทุกคนรีบทำธุระ
แล้วก็รีบขึ้นรถพร้อมทั้งเปลียนเส้นทางการเดินทาง เข้าสู้ High way ทันที
 
 
ณ เวลานั้น บรรยากาศเริ่มตึงเครียดแล้วครับ
เพราะ สัญญาณโทรศัพท์ก็ไม่มี ติดต่อที่พักก็ไม่ได้ จึงมีทางเดียวต้องรีบไปโดยเร็ว
ที่ทำให้เครียดไม่ใช่ แค่ ระยะทางอย่างเดียวครับ เรื่องตกปลาก็กลายเป็นประเด็นเหมือนกัน
เพราะ การตกปลาต้องมีใบอนุญาตตกปลาด้วยแต่ไม่มีใบอนุญาตสักคน แล้วยังจะตก ปลา
แถมยังตกปลาไม่เป็นซักคนด้วยสิ เหอๆ นึกแล้วก็ขำ
อุตสาห์วางแผนจะไปตกปลากันแท้ๆ แต่กลับไม่ได้ ทำ เหอๆ ....
การเดินทางเป็นไปอย่างเร่งรีบครับ โดยคนขับสองคน สลับกันขับ
ส่วนผม น่ะเหรอครับ หน้าที่หลัก คือ .... นอนครับ
นอนลูกเดียวตลอดการเดินทางครั้งนี้ แหม ก็มัน .... เหอๆ
นั้นแหละครับ ... ตื่นมาอีกที ก็ปรากฏว่ามาอยู่หน้าร้านซุปเปอร์มาร์เก็ตแห่งนึง ครับ
ด้วยความ งงงวย ผมจึงถามกลับไปว่า อ้าวจอดทำไมล่ะ ยังไม่ถึงเลยนี่แล้วนี่ก็เพิ่งทุ่มเดียวเอง ...
เพื่อนศรีลังกาของผมก็บบอกว่าไม่เป็นไร เนี่ย เราเหยียบมา 170 km/h ทำให้เรามาถึงเร็วกว่ากำหนด
แล้วนี่อีกแค่ ไม่ถึง 70 km ก็ถึงที่พักแล้วล่ะ ผมก็surprise มากครับ ดีใจแบบว่าเย้...
เราถึงที่หมายก่อนมืดแน่นอน แล้วเนื่องจากเสบียงที่เราเตรียมมาใกล้จะหมดครับ
พี่มอสจึงบอกเพื่อนศรีลังกาไว้ว่า หาก เจอ ห้างให้แวะก่อนจะได้ซื้อของกินตุนไว้ ...
อ้อ เราก็นึกออกทันที เลยลงไปช้อปปิ้ง กันใหญ่ ....
ตรงนี้แหละครับ ประเด็น เลย ไอ้ช้อปปิ้งเนี่ย แหละ
ด้วยความที่ว่าเรากินอาหาร ที่เป็น หมู ไก่ เนื้อมาหลายมื้อแล้ว ไม่มีผักเลย
ทำให้ กลุ่มคนจีนที่เดินทางมาด้วยกัน อยากทำอาหารที่เป็นผักแบบสูตรชาวจีนให้ได้ชิมกัน ...
ด้วยความที่ว่าต้องใช้เวลาในการเลือกวัตถุดิบ ทำให้ใช้วลายาวนานร่วม ชั่วโมง เลยทีเดียว
หลังจากเดิน ช้อปปิ้งเสร็จกลับมาที่รถ
ผมก็ต้องพบกับแววตาเพชรฆาตของเพื่อนศรีลังกาทั้งสองครับ ...
(เขาคิดว่า หลงบอกให้ตรู ขับเร็ว แล้วมาช้าเพราะพวกเรา ซื้อของ แล้วตรูจะขับเร็วมาทำไมล่ะเนี่ย หงุดหงิด เฟ้ย หงุดหงิด )
ผมเข้าใจอารมณ์เขาเป็นอย่างดีครับ แต่ เพื่อนชาวจีนของเรา ก็ไม่ได้ มีอารมณ์ร่วมด้วยแต่อย่างใด
โอวทำไงดีหว่าๆ ผมคิดในใจว่า ซวยแล้วตรู เลยบอกเรื่องนี้กับเพื่อน ๆ คนไทย
(ช่วยๆ กันแบกรับความรู้สึก ผิดนี้หน่อยเถ้อ รับคนเดียวไม่ไหวแล้ววววว )
จากนั้นครับ บรรยากาศตึงเครียด เริ่มระอุขึ้นในรถครับ ผมรับรู้ได้ อย่างดี เพราะผมเป็นคนเดียวที่นังกลางรถเลยครับ
รับความรู้สึกจาก คนขับด้านหน้า แถมจากเพื่อนคนไทยด้านข้าง แล้วบวกกับเพื่อนคนจีนด้านหลังอีก โอวแม่เจ้า ....
อะไรจะขนาดนั้น พระเจ้าช่วยลูกด้วยยยยย สาธุขอให้ไปถึงที่พักทันเวลาทีเถ้อ ....
ระหว่างทางในขณะที่เหลืออีกสิบกิโลจะถึงที่พัก เจ้าของที่พักก็โทรมาตามทันที ครับ
แต่... เนื่องด้วยโทรศัพท์ไม่มีสัญญาณทำให้ ผมไม่สามารถตอบกลับได้ ทันที
จึงต้องรอสักพัก แล้ว โทรกลับ เพื่อบอกว่าใกล้จะถึงแล้วครับ รอหน่อยนะ ....
เหอๆ โชคดีไปครับ ที่คืนนี้เรายังมีที่ซุกหัวนอนแน่ๆ ....
 
 
เมื่อเราไปถึงที่พัก แล้วขณะนั้นเรียกได้ว่า เป็นเวลาโพล้เพล้ ครับ
ทุกคน ต่างใจจดใจจ่ออยากรู้ว่าที่พักเป็นอย่างไร
เมื่อเราขับรถเข้าไปครับ ไม่น่าเชื่อว่า จะมีจิงโจ้วิ่งเล่นกัน เยอะแยะขนาดนี้
ด้วยความอยากรู้อยากเห็นคนขับจึงขับเข้าไปใกล้ๆ จิงโจ้เพื่อดูให้แน่ใจว่า เป็นจิงโจ้ตัวเป็นๆ ไหม
เหอๆ พวกเราขับรถไล่จิงโจ้กันอย่างสนุกสนานครับ
จากนั้นก็เลี้ยวขวาเพื่อเข้าสู่ตัวที่พัก จริงๆ ครับ ....
เชื่อไหมครับว่า หลังจากที่ทุกคนได้เห็นที่พัก
เท่านั้นแหละครับ บรรยากาศตึงเครียดที่ผ่านมา ที่อยู่ในรถ หายไปหมดเลยครับ
ทุกคน ต่างตกตะลึงกับความเป็น ธรรมชาติ และการตกแต่งอย่างมีสไตล์ ของที่พักที่นี่ ...
เมื่อลงจากรถผมจำภาพได้ถนัดตาเลยครับว่าทุกคน ยืนอึ้งครับ
อึ้งกับความสวยงามอย่างบอกไม่ถูกของที่พักแห่งนี้
มันไม่ได้ เลิศหรูเหมือนโรงแรมห้าดาว ไม่ได้ สะดวกสบายเหมือน รีสอร์ท
แต่มันทั้ง กว้างขวาง เหมาะเจาะ ลงตัว เหมาะกับการเป็นที่พัก จริงๆ
 
 
(ขนาดแค่นึก ยังรู้สึกดีขนาดนี้เลยครับ มันสุดยอดจริงๆ นะ )
ผมรู้สึกดีใจมากที่ผมตัดสินใจไม่ผิดที่เลือกที่พัก แห่งนี้ถึงแม้ว่าจะไกลหน่อย แต่ก็เป็นที่พัก ที่ทำให้พวกเราได้พักจริงๆ
ณ เวลานั้น ผมรู้สึกเหมือน น้ำตาคลออยู่ที่เบ้า อาการที่เราดีใจมากๆ มันคงจะเป็นแบบนี้นี่เองเนอะ 
 
 
หลังจากถึงที่พัก แล้ว เพื่อนๆ ทุกคน ต่างก็ชูนิ้วให้ผมครับ ว่าเลือกที่พักได้ สุดยอดจริงๆ
แต่วันที่สองของเรายังไม่จบแค่นี้ครับ ...
ลืมไปแล้วหรือ ไร นั่นก็คือ วันเกิดของ แฟน Hunter ที่เราจะเซอร์ไพร์สกันนั่นเอง....
January 20

Great Ocean Road & Grampians 2008 ตอนที่ 6 Jurassic park & Water fall

 

เริ่มต้นเช้าวันที่สองด้วยความมึนๆ ครับ เราตื่นกันราวๆ แปดโมงเช้าครับ
แล้วทะยอยกันอาบน้ำ ....

ส่วนผมน่ะเหรอครับ เหอๆ ถามได้ ก็นอนต่อถึงแปดโมงครึ่ง น่ะสิครับ
เหอๆ ตื่นไม่ไหว ครับ

เราก็ทำอาหารเช้ากินกันก็เป็นพวกขนมปัง หรือ ซีเรียล
ที่ Backpacker เนี่ยเขามีเตรียมอาหารเช้าไว้ให้ด้วยครับ

เลย ถือว่าคุ้มไป ได้กินอาหารเช้าไปด้วย
จากนั้นเราก็ไป check out ผมก็ต้องเคลียร์ของทั้งหมด ตรวจห้องทุกห้องก่อนออกเดินทางว่าไม่มีอะไรเหลือ นะ

ขณะที่ผมกำลัง เดินไปเรียกเจ้าของ เขามาเช็คนั้นเอง เจ้าของเขาก็ทักครับ ว่า
เป็นไงบ้าง เมื่อคืนซ้อม กีต้าให้แฟนไปถึงไหนแล้ว ล่ะ ....

ผมต้องรีบ push เจ้าของให้เดินไวๆ เลยครับจังหวะนั้น เพราะ คุณเธอ วิเวียนดันยืนข้างๆ เจ้าของ แล้วรับฟังเข้าไปเต็มๆ เลย

เกือบแย่ซะแล้วสิเรา ความลับเกือบแตก

จากนั้นเราก็ check out ออกจากที่พักเพื่อจะไปจุดหมายต่อไปครับ นั่นก็คือ น้ำตก นั่นน่ะเอง

เปลี่ยนบรรยากาศครับ จากทะเล กลายเป็นน้ำตก ละทีนี้

การเดินทางก็ใช้เวลาไม่นานครับ ราวๆ ครึ่งชั่วโมงก็ ถึงแล้วละคับ

การมาน้ำตกก็จะได้พบกับธรรมชาติอีกแบบนึงนั่นก็คือ ป่าไม้นั่นเองครับ

 

 

ที่นี่ ต้นไม้เขา จะเหมือนกับ ว่าเรามาอยู่ใน ยุคไดโนเสาร์เลย ล่ะครับ เหอๆ

แต่ละต้น แต่ละพันธ์ เนี่ย ไม่เคยพบเคยเห็น เลย

 

 

อีกทั้งเมื่อเราเดินเข้าไป ลึกขึ้นเรื่อยๆ จะพบว่าทางเดินนั้นน่ะป่าจะทึบขึ้นเรื่อยๆ

แต่ทางเดินก็ถูกออกแบบมาให้เดินง่ายๆ สะดวกๆ นะครับไม่เหมือนกับ บ้านเราที่ ไม่อำนวยเท่าไหร่

 

ภาพแรกในจินตนาการของผมว่าน้ำตกเนี่ยมันต้อง สวยงามและใหญ่เหมือนกับที่บ้านเราแน่ๆ ...

แต่ไม่เลยครับ กลับเล็กกว่าที่ผมคิดไว้เยอะ

 

แต่ก็ไม่ได้ทำให้บรรยากาศการเที่ยวน้ำตกของเรา ลดลงเรายังคงรู้สึกได้

ถึงธรรมชาติที่ออกแบบน้ำตกแห่งนี้ไว้อย่างดีเหมือนอย่างที่เราฝันไว้ครับ

 


เราแวะพักน้ำตกไม่นานครับ เพราะสถานที่ต่อไปยังคงรอเราอยู่

ที่นั้นเขาเรียกว่า treetop หรือ หอคอยต้นไม้นั่นเอง

 

เนื่องจากอยู่ไม่ไกลกันนัก แต่ด้วยความอยากไปนั่นเองทำให้เราลืมที่จะทานอาหารกลางวันก่อนไปครับ

ทำให้เมื่อไปถึงแล้ว ลูกทัวร์ของเราส่วนนึงเกิดความหิวอย่างแรงทำให้ต้องไปสั่งอาหารทานที่นั่น

เนื่องจากคนเยอะมาก เพราะเป็นช่วง high season ของที่นี่ครับ

ทำให้ เราต้องรอทานอาหารกันร่วมชั่วโมงทีเดียว ทำเอาคนทำยังไม่หิว หิวข้าวไปด้วยเลย

 

แล้ว เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็กิดขึ้นครับ หลังจากทานอาหารกันเสร็จแล้วนั้น

ฝนเจ้ากรรมดันตกลงมา ซะงั้น หนักเสียด้วยสิ

หลังจากที่ปรึกษากัน สักพักก็ได้ข้อสรุปว่า

เราจะไม่ไป treetop แล้วเพราะต้องเสียเงินตั้ง คนละ 20$

แถมยังฝนตกอีกต่างหาก จึงพากกัน กลับสู่ราชรถเพื่อที่จะเดินทางต่อไป

แล้วสถานที่ต่อไปของเรานั่นก็คือ ที่พัก ในวันที่เหลือของเรา "Old dad wells town " นั่นเองครับ

 

January 14

Great Ocean Road & Grampians 2008 ตอนที่ 5 Nightmare backpacker

 
 
หลังจากนั่งเหงาสองคนกับสักพัก ก็มีคนตามมาสมทบครับ เป็นเพื่อน คนจีนของผม สองคน Tom & Hunter  นั่นเอง
...
มาได้จังหวะ พอดี ผมเลยถือโอกาสคุยเรื่องที่จะ มีเซอร์ไพร์ส วันเกิดให้กับ แฟนของเขา ที่ผมเตรียมไว้ให้
( แปลกไหมครับ เซอร์ไพร์สแฟนเพื่อน .... แล้วเราไปเกี่ยวอะไรกับเขาตอนไหนเนี่ย ยุ่งเจงๆ เลย เหอๆ )
ในวัน ถัดจากวันคริสมาส หรือวันรุ่งขึ้น นั้นเอง
....
 
 
ผมบอกกับเขาไปว่า ผมซ้อมเพลง ที่ชื่อ ว่า "Tong Hua " เนี่ย
(เพลงนี้ดังมากในจีนจนแปลเป็นหลายภาษาเลย)
มาสองอาทิตย์แล้ว แต่ยังร้องภาษาจีนไม่ได้ สักที มันเพี้ยนไปหมด ...
เลยเตรียมกัน ว่า ให้เขาร้องท่อนภาษาจีน (แหง ล่ะก็คนจีน นิ จะให้ร้องภาษาไทยได้ไง เหอๆ )
 ส่วนผมจะร้องแปลเป็นอังกฤษ ผมเลยเอาเพลงให้ ลองฟังก่อนจะได้รื้อฟื้นความหลัง สักหน่อย
 แล้วก็สอนเล่นกีต้าร์เพลงนี้ให้เขา ...
เขาดีใจมาก แล้วบอกกับผมว่า ไม่เคย ทำอะไร เซอร์ไพรส์ ขนาดนี้มาก่อน ...
ผมตกใจเหมือนกันที่เขาไม่เคย เซอร์ไพร์สแฟนเขาเลย เหอๆ แต่ก็ไม่เป็นไร ครั้งแรกดีกว่าไม่มีเลย
จากนั้นเราก็เริ่มซ้อมกันครับ ซ้อมสักพัก เลยนึกขึ้นได้ว่า
เอ....ถ้าซ้อมตรงนี้เนี่ย เสียงจะดัง ไปหรือเปล่าจะกวนคนนอนน่ะสิ เลยลงไปซ้อมลานพักด้านล่างครับ ....
ซ้อมไปซ้อมมา เอาล่ะสิ อารมณ์เพลงมันพาไป ร้องเพลิน เสียงบาดหูของเราเลยไปปลุก เจ้า ของ Backpaker ขึ้นมาซะงั้น ....
 เลยโดนเจ้าของไล่ตะเพิดกลับ ไปนอน เลยครับ เหอๆ .....
ความพยายามของเรา ไม่ได้ หยุดแค่นั้นครับ เมื่อเริ่มแล้วต้องเล่นให้จบครับ
เลยแอบเอาไปนั่งเล่นเบาๆ ด้านบนครับ เหอๆ ....
เจ้าของนี่ก็หูสุดยอดเจงๆ ครับ ดันได้ยินอีก ทีนี้เดือดมากบอกแล้วไม่ฟัง (วัยรุ่นเจงๆเรา) เอาแล้วไง จะไม่มีที่นอนแล้ว ไง ล่ะ ....
เขาเลยไล่ไปเล่นไกลๆ เลยครับ โน่น ไปชายหาดโน่น ไม่ต้องมาเล่นแถวนี้ ....
พวกผมก็ทำไงได้ ล่ะ มันต้องเล่นให้ได้ วันนี้จริงๆ อ่ะ เหอๆ .....
อากาศข้างนอกเวลา ตีสี่ เนี่ย ก็ไม่ได้ ร้อนเข้ากับหน้าร้อนเล้ย ....
ลมแรง หนาวอีกต่างหาก แบบว่าใส่เสื้อกันหนาวกันไม่อยู่อ่ะ เหอๆ
แล้วโดนไล่ไปข้างนอกอีก ชายหาดก็ไม่มีไฟ จะเล่นกีต้าร์ได้ยังไง
.....
โชคดีครับที่ตรงข้าม ที่พักเรา เป็น โกดัง เก็บของครับ เลย อาศัยที่นั่นนั่งซ้อมได้ โดยไม่มีคนรบกวน .....
 เหอๆ อากาศหนาวขนาดนี้ ไม่มีใครอยากออกมาด้านนอกหรอกครับ
 เพื่อนของผมสองคนเลยกล้บไปนอน
ส่วนผมก็มึนๆ งงๆ ว่ามานั่งเล่นกีต้า สวีทกับเพื่อน สองคนทำไมเนี่ย  จะสวีทกันเกินไปแล้วเหอๆ
นั่งเล่นไปหนาวไปครับ ดีนะที่นี่ไม่มียุง เลยไม่ต้องมานั่งตบยุงแบบที่ลาดกระบัง เหอๆ ....
ระหว่างที่เราซ้อมไปเรื่อยๆ เพื่อนผมก็เริ่ม สับสบครับเนื่องจากเบลอๆจากการเดินทาง นั่นเอง
เขาจึงบอกผมว่า ... " I can't sing the Chinese part. " เราร้องท่อนภาษาจีนไม่ได้อ่ะ ....
อ่าว อะไรเนี่ย คนจีนร้อง ภาษาจีนไม่ได้ ...
ตูจะบ้าตาย ! ผมเลยบอกว่าใจเย็นๆ ตั้งสติไว้ๆ เดวจะกำกับจังหวะให้ ร้องไปเรื่อยๆ เดวก็ได้เอง เหอๆ ....
มีที่ไหนเนี่ย คนจีนร้องเพลงจีนไม่ได้ ....
จากนั้นก็ซ้อมไปหนาวไปเรื่อยๆ จนเกือบเช้า ฟ้าเริ่มสว่าง
ก็ราวๆ ตีห้าครึ่งครับ ผมบอกกับเพื่อนว่าวันรุ้งขึ้นจะต้องตื่นแปดโมง
เพราะต้องออกจากที่นั่นก่อนสิบโมง ....
เราจึงพอก่อนพร้อมกับเข้านอนในเวลา ฟ้าสาง ....
เรื่องราวในวันแรกวุ่นๆ ของเราจึงจบลงได้ด้วยดีโดยไม่มีใครโดนไล่ไปนอนหนาวข้างนอกนะครับ เหอๆ
.....
 
 
เรื่องราวในวันที่สองยังมีให้ติดตามครับ รอติดตามได้เร็วๆ นี้ นะค้าาบบบบบบบ
 

Tong Hua - Guang Liang
(ตัวอย่าง เพลงที่เอาไปร้องในวันเกิด ลองฟังกันดูนะครับ)

Great Ocean Road & Grampians 2008 ตอนที่ 4 My beloved backpacker

 
หลังจากที่เราได้ ชื่นชมกับ ธรรมชาติของ Great Ocean Road จนอิ่มหนำสำราญแล้ว
ก็เดินทางกลับที่พัก กันครับ เวลานั้นก็เริ่มจะมืดแล้ว ล่ะครับ ราวๆ สามทุ่มครึ่ง ได้
แล้ววันที่เราเดินทางนั้น ก็ตรงกับ วัน คริสมาส ซะด้วย สิ
....
หลายๆ คนอาจจะแปลก ใจ ว่า คริสมาส แล้ว ยังไง เหรอ ก็แค่วันๆ นึงนี่ ไม่เห็นเกี่ยว อะไร กับการเดินทางครั้งนี้เลย
....
จริงครับ ที่คริสมาสก็เป็นแค่วันๆ นึง แต่ ก่อนที่ผมจะเดินทางนั้น หลวงพี่ ที่วัดได้ เตือน ผมมาด้วย ว่า
วัน คริสมาสเนี่ย เป็นตัวดีเลย เพราะ อะไร ๆ ก็ปิดหมด ร้านขายของ ร้าน อาหาร
ไม่เว้น แม้กระทั่ง ปั้มน้ำมัน
.....
นี่แหละครับ ปัญหาเลย เพราะ ระหว่างที่เรากำลังจะกลับนั้น
เพื่อนศรีลังกาของผม ดัน บอกว่า น้ำมัน ไม่พอต้องหาปั้ม เติม
....
ผมเลยมาคิดว่า ตายละวา
.....
ทำยังไงดีเนี่ย ปั้มก็ปิดหมดแล้วด้วย วันนี้ก็ดันเป็นวันหยุด
ครั้น ถ้าน้ำมันหมดกลางทางก็โทรหาใครไม่ได้ ด้วยสิเพราะมันเป็นภูเขาหมดเลย ไม่มีคลื่น
....
ผมเลยถามเขากลับไปว่า "Did you prepare the spare fuel as I said?"
แปลว่า นายน่ะเตรียมน้ำมันสำรองเอาไว้อย่างที่ฉันบอกหรือเปล่า
.....
เพื่อนศรีลังกาผมนั่ง อึ้งไปพัก นึงครับ ปล่อยให้ผมสงสัย ว่า
ที่นั่งอึ้งเนี่ยเพราะว่า ไม่เข้าใจคำถาม หรือ ไม่ได้ เตรียม กันแน่
.....
แล้วสักพัก ก็ตอบกลับมาครับ ว่า " Yes, I did. " ช่าย ฉันเตรียมไว้
....
เท่านั้นแหละ ผม ใจ ชื้น ขึ้นมาทันทีเลย โล่งอก นึกว่าจะไม่ได้ กลับบ้านแล้วเรา เหอๆ
สักพักก็จอดรถเติมน้ำมัน แล้วเดินทางกลับ สู่ที่พัก กัน
( ทางเป็นเขาอีกแล้วครับ ผมก็เลยหลับตลอดทางเลย ทริปนี้คุ้มแบบนี้แหละครับ กิน นอน เที่ยว ของจริง )
....
ใช้เวลาราวๆ ชั่วโมงครึ่งครับ ถึงจะกลับมาถึงที่พัก สาเหตุก็เพราะว่า ผมดันหาที่พักไกลไปหน่อย เหอๆ
กะว่า จะออกมาเดินเล่นชายหาดตอนเช้า แต่งานนี้อดครับ  เหอๆ
....
 
กลับมาถึงที่พักราวๆ ห้าทุ่มครึ่งเห็นจะได้ครับ แต่ละคนหิวโซกัน มากๆ เลยไม่รู้จะเล่น มุขอะไรแล้วครับ
....
ตัวช่วยของเราเลยออกโรงเลย ม่าม่า ต้มยำกุ้งครับ บิ้กแพกซะด้วย ต้มกัน ซะ อร่อย เลย
แปดคนหมดไปราวๆ สิบสี่ซอง ได้ เหอๆ คนละสองซอง ใหญ่เลยว่างั้น แบบว่าจังหวะนั้นหิว มากๆ
จากนั้นก็มานั่งทำกับข้าวกลางวันเพื่อเก็บไว้กินในวันต่อไปกัน เหอๆ
จากนั้นบางคนที่ไม่ได้ หลับในรถก็เริ่มง่วงแล้วจึงทะยอยๆ กันไปนอน
เหลือไว้แต่ ผมกับ พัดโบกเท่านั้น ที่นั่งคุยกัน จนถึงตีสาม
....
( ต่อตอนต่อไปครับ )
January 02

Great Ocean Road & Grampians 2008 ตอนที่ 3 To the Great Ocean Road...

 
 
 
การเดินจากที่พักของเรา สู้ Great Ocean Road ใช้เวลาร่วมๆ ชั่วโมงครึ่งครับ
เส้นทางการเดินทางนั้น คดเคี้ยวคล้ายๆ กับเส้นทางการขับรถจาก เชียงรายไปเชียงใหม่ เลยล่ะครับ
อาจจะหินกว่าหน่อยๆ แต่คงจะจินตนาการ ภาพ อันสุดแสนจะเวียนหัวนั้นได้ หากคนไหนเคยได้ลองนั่งรถ โดยที่ไม่หลับตลอดทางแล้วล่ะก็ .....
ฉะนั้น ผมตัดสินใจโดยไม่คิดเลยครับ
นอน.....................
นอนหลับเท่านั้น จึงจะทำให้เราอยู่รอด จากเส้นทางหฤโหดนั้นได้
ผมนอนหลับราวๆ ชั่วโมงนึงโดยไม่สนความสวยงามกับบรรยากาศอันน่าเวียนหัว ระหว่างทาง (ฝันนิดหน่อย ด้วยเหอๆ )
 
 
เมื่อถึงที่หมายที่แรกของเราครับ Twelve Apostles หรือ เรียกง่ายๆ ว่า เสาสิบสองต้นนั่นเองนะครับ
ลงจากรถตู้มาด้วยความมึนงงนิดๆ แต่ด้วยความที่ว่า ลมเย็นๆ ที่พัดมาปะทะร่างกายของผมนั้น ช่างไม่แสดงถึงความเป็นหน้าร้อน เลยสิน่า
มันเย็นซะจนทำให้ผมต้องรีบความ หมวกและ เสื้อกันลม ของผมมาใส่ อย่างเร่งด่วน ....
งานนี้เป็นหวัดเป็นไข้ไม่ได้ ครับ เพราะต้องอยู่ถึงสี่คืน ห้าวัน แน่ะ
 
 
แต่เอาเป็นว่า ตอนนี้ ทุกอย่างพร้อมแล้วล่ะครับ เราพร้อมที่จะลุยกับ ถนนสู้ท้องทะเลอันยิ่งใหญ่ Great Ocean Road
เมื่อเราเดินลงไปถึงจุดชมวิว ครับ ภาพที่ผมเห็นนั้น แทบจะไม่เชื่อสายตาตัวเอง ว่า .....
นี่หรือ Great Ocean Road ที่เขาร่ำลือ กัน มันเป็นภาพที่สวยงาม มากๆ ผมมองมันด้วยความตะลึง มึน งง
เพราะไม่เคย เห็นอะไร ที่ใหญ่ และสวยงามขนาดนี้มาก่อน เลย
ในใจของผมนั้น สามารถบอกได้ เลยว่า หากใครมาที่ Melbourne แล้วไม่ได้ มา Great Ocean Road นั้น
ผมถือว่าไม่ได้ มา Melbourne .......
 
 
ที่นี่เป็นสถานที่ ที่เรียกได้ว่าเป็น ฝันของนักท่องธรรมชาติเลยก็ว่าได้ครับ
ใครที่ชื่นชอบ บรรยากาศ ในเมือง บรรยากาศหรูๆ ของห้างสรรพสินค้า อาจจะไม่เห็นด้วยกับความคิดของผม
แต่เชื่อได้ เลยครับ ว่า ต้องมาสัมผัสด้วยตาของตัวเอง ผมเชื่อว่าไม่มีกล้องตัวไหนจะเก็บบรรยากาศของ Great Ocean Road ได้ เสมือนกับได้ มาด้วยตัวเองครับ
 มันสวยงามจน น่าหลงไหล สวยมากจนทำให้ผมลืมไปเลยว่า อยู่บนโลก นึกว่าอยู่บนสวรรค์ซะอีก
 
 
เป็นสิ่งที่ อัศจรรย์มากๆ หากไม่นับว่า เมือ่ก่อน มีเสาสิบสองต้น แต่เดี๋ยวนี้เหลือ แค่สี่ต้นแล้วล่ะก็ผม คาดว่าได้เป็น หนึ่งในเจ็ดสิ่งมหรรศจรรย์ ของโลกไปแล้วล่ะครับ
ความสวยงามของ Great Ocean Road ที่แสดงถึงเสาหิน ที่เกิดจากการกัดเซาะของน้ำทะเลกับหน้าผา
 ตัดกับหาดทรายละเอียด ในวันที่แสดงแดดจ้านั้น ช่างน่าพิศมัยมากครับ
ยิ่งมองยิ่งเคลิ้มไปกับความงามของมัน
 
 
เรามีเวลาเที่ยวกันอยู่ราวๆ สองชั่วโมงก่อนดวงอาทิตย์จะลับขอบฟ้าครับ
ฉะนั้นเราจึงรีบไปเก็บภาพสถานที่ใกล้เคียง พร้อมทั้ง ภาพพระอาทิตย์ตกที่ Great Ocean Road นี้
จากนั้น จึงเป็นอันว่า จบทริปหลักของวันนี้
 
 
แต่เรื่องราวของวันแรกยังไม่จบเท่านี้หรอกนะครับ.... โปรดติดตามตอนต่อไป
 
December 30

Great Ocean Road & Grampians 2008 ตอนที่ 2 : Backpackers ที่พักนักเดินทาง

 
หลังจาก หลับพักเอาแรงบนรถมาได้สักชั่วโมงครึ่ง เราก็มาถึงจุดพักจุดแรก
ที่นี่คือ.... Geelong ครับ
เป็นทะเลสาบกว้างขวางติดเมือง ภาพทะเลสาบกับสายลมที่พัดผ่าน บวกกับ
แสงแดอันเจิดจ้าของที่นี่ทำให้ผมรู้สึกหายง่วง ขึ้นมาทันที
อยากเบิกตาตี๋ๆ อันนี้ เบิ่งดู ทะเลสาบแสนงามอันนี้ให้ เต็มตาเสียจริงๆ
และแล้วที่จุดพักจุดแรกเนี่ยแหละครับ เราก็ได้ทาน ฮอทด้อกที่ สองหนุ่มศรีลังกา บรรจงทำมาให้ จนมาสายกัน
รสชาติไม่เลวเลยครับ หรืออาจจะเป็นเพราะผมหิวมาก ก็ได้ แต่ก็เห็นทุกคนทานกันอย่างเอร็ดอร่อย
เรียกได้ว่า คุ้มค่ากับการรอคอยเหมือนกัน แฮะ จากนั้นก็พักชมวิวทิวทัศน์และ ถ่ายรูปกันสักแป้ป แล้วเราก็มุ่งสู้จุดหมายต่อไป ครับ
 
.....
 
 
แต่คราวนี้เปลี่ยนจาก ทะเลสาบเป็นทะเล แทน
เป็นทะเลท่ามกลางภูเขาครับ เมืองนี้มีชื่อว่า Lorne ครับ เป็นเมืองอีกเมืองนึงที่ คนนิยมมาพักผ่อนกัน
เพราะไม่ได้ไกลจากเมลล์เบิร์นมากนัก ราวๆ สามชั่วโมงเท่านั้น เอง เป็นเมืองอีกเมืองนึงที่มีวิวของทะเล สวยงามมาก .....
จำไม่ได้ว่าทะเลเมืองไทยเป็นอย่างไร แล้วสิตอนนี้ อาจจะสู้ที่นี่ไม่ได้ แล้วก็ได้นะ เหอๆ หลังจากคนขับรถให้สัญญาณจอดรถ ปั้บ ....
 
 
ผมกระโดด ลงจากรถ วิ่งไปหาทะเลทันที พร้อมกับ ถอดรองเท้า คู่ใจ เดินลุยย่ำทะเล อย่างกับ คนไม่เคยเห็นทะเล อย่างงั้นเลย ล่ะ
ก้าวแรก ที่สัมผัสน้ำ ก็รู้สึกได้ถึงความเย็นเจี้ยบบบบบบบบบบบบบ เย็นจริงๆ เย็นมากๆ ประกอบกับ ลมที่พัด มาตลอด ทำให้รู้สึกหนาวขึ้นมาทันที
แต่เท่านั้นก็ไม่สามารถที่จะหยุดผมที่กำลังเห่อทะเลเอามากๆ ได้หรอกนะครับกางเกงยีนส์ก็กางเกงยีนส์เถอะ ถลกขาขึ้นแล้วก็ลุยน้ำเลยครับ
 
 
แหม ..... ไม่มีคนมาลุยด้วยนะ แล้วก็ไม่ได้ ถ่ายวีดีโอไว้ซะด้วยสิ ไม่เป็นไร ครั้งหน้ายังมี เหอๆ
อะไรๆ ก็ดีไปหมดครับหลังจากเห็นทะเลแล้ว ไม่อยากกลับเลย จริงๆ อยากอยู่ซะที่ Lorne เนี่ยแหละ
แต่ชีวิตก็ต้องเดินต่อไปนะครับ
 
....
 
 
เอาล่ะ เราก็เดินทาง ผ่าน ภูเขาและทะเลไปเรื่อยๆ เพื่อจะไปยัง จุดหมายต่อไป นั่นก็คือ Apollo Bay
ที่พัก ของเราอยู่ที่นั่นครับ Backpackers รอเราอยู่ ผมนัดเวลาเอากุญแจไว้ บ่ายสองโมง
แต่เนื่องจากเราแวะรายทางกันบ่อยครับ เพราะวิวนั้น สวยเหลือเกิน เลยทำให้ไปถึงที่พัก บ่ายสามครับ
เมื่อเราไปถึงเราก็พบว่า ไม่มีใครอยู่เลย ในออฟฟิส ด้วยความอึ้ง ผมก็นึกว่า ออฟฟิสจะปิดเพราะวันนี้เป็นวันคริสมาส ครับ
แต่เมื่อลองเดินสำรวจรอบๆ แล้ว ผมสังเกตุเห็นว่า เอ้ะ มีกุญแจเสียคาอยู่สอง ห้องนี่นา สงสัยเจ้าของเขาคงเหลือไว้ให้เราล่ะมั้ง
เพราะเราเองก็จองไว้สองห้องพอดี เหล่ามิตรสหายของผมไม่รอช้าครับ
เข้าไปสำรวจห้องกันอย่างจริงๆจัง ทำทีเหมือนกับคิดว่า เราเป็นเจ้าของห้องเหล่านี้แน่นอน ยังไงอย่างนั้นเลย
แล้วก็จัดแจงเอาของจากรถลงมาไว้ในห้องเหล่านั้น และเตรียมที่จะทำอาหารกลางวันกินกัน
 
 
..
 
ทันใดนั้นก็มีรถเก๋งคันนึงขับเข้ามาครับ ผมรู้สึกลึกๆ ว่าน่าจะเป็นเจ้าของน่ะแหละ เลยเข้าไปถามดู
ปรากฎว่าใช่จริงๆ แล้วถามถึงห้องสองห้องที่มีกุญแจคาอยู่นั่นว่าใช่ของผมหรือไม่ เท่านั้นแหละครับ
โดน !!!!
โดน จริงๆ โดนฝรั่งว่าเละเลยครับ ว่าตรงนั้นเป้นที่ส่วนตัว เข้าไปไม่ได้ เพราะของเราเป็น แค่ backpackers เท่านั้น อยู่อีกฟากนึง ....
งานนี้เลยแป่วเลยครับ รีบบอกให้พลพรรค ของเรา ขนของย้ายออกมาโดยด่วน เหอๆ
 
 
...
 
หลังจากพูดคุยกับเจ้าของ ถึงเรื่องการใช้บริการของ backpackerแล้ว บริการโดยรวมดีมากครับต่างจากที่คิดเยอะเหมือนกัน
แต่แล้ว เราก็พบว่า ห้องน้ำ มีห้องเดียวครับ แต่ใช้ร่วมกัน ราวๆ สิบกว่าคน ....
โอวแม่เจ้า นึกภาพตอนเช้าๆ ออกเลยครับว่าต่อคิวเข้าห้องน้ำกันวุ่นวายแน่ๆ แต่เอาเถอะแค่คืนเดียวเท่านั้นเอง
จากนั้นเราจึงเดินทางไปจุดหมายต่อไปครับ
 
 
นั่นก็คือ Great Ocean Road นั่นเอง ....
 
 
ติดตามต่อตอนที่สาม นะครับ... อิอิ

Great Ocean Road & Grampians 2008 ตอนที่ 1 จุดเริ่มต้นของการเดินทาง

 
เรื่องราวหลายหลาก เกิดในเวลาห้าวัน ในช่วงเวลาคริสมาสนี้เอง
เรื่องราวเหล่านี้อาจจะไม่ยาวเหมือนมหากาพย์หน้าหนาวของใครบางคน
แต่คงจะกลายเป็นความทรงจำที่น่าประทับใจที่จะติดตรึงใจผมไปตลอดกาล
 
................
 
เกริ่นเรื่องราวความเป้นมาของทริปนี้ให้ฟัง นิดนึง ก่อน ว่า
หลายเดือนก่อน ผมได้ไปสัญญากับเพื่อนไว้ครับ ว่า หากผมได้งานทำ เราจะไปเที่ยวด้วยกัน
แล้วไม่นาน หลังจากนั้น ผมก็ได้งานทำจริงๆ
จึงทำให้เกิด ทริปครั้งนี้ขึ้นครับ จากนั้นเราก็เริ่มวางแผนกันว่าจะไปที่ไหน ยังไง
ที่สำคัญคือ เท่าไหร่ ด้วย เหอๆ ( ตามประสาคนงก น่ะ ครับ )
จึงตั้งไว้ว่า สี่หรือห้าวัน เท่านั้นเพื่อไม่ให้ การเดินทางยาวเกินไปจนเหนื่อยแล้ว เที่ยวไม่สนุก
เพราะออสเตรเลียใหญ่มากครับ เที่ยว แค่ไม่กี่ที่ ก็เหนื่อยแล้วล่ะ
หลังจาก พูดคุยปรึกษากันนาน พอสมควร บ้างก็อยากไป Tazmania บ้างก็อยากไป Great Ocean Road ( G.O.R. )
สรุปแล้ว จึงไป G.O.R. กัน ด้วยเวลา สามวันสี่คืน ....
แต่อะไรๆ มันก็ไม่ได้ ง่ายขนาดนั้นน่ะสิครับการจองที่พักในช่วงเวลากระชั้นชิด
แล้วในช่วงคริสมาสด้วยเนี่ยเป็นอะไรที่ยากที่จะ หาที่พักแบบถูก และดี ได้
ก่อน เดินทางหนึ่งอาทิตย์ผมจึงวุ่นวายมาก กับการหาที่พัก แถมยังต้องไปทำไร่แอปเปิ้ลอีก
เรียกได้ว่าวุ่นวายสุดๆ ช่วงนั้น กว่าจะได้ มาซึ่งที่พัก ที่ ราคาพอใช้ได้ ก็เสียเวลาไปหลายวันเหมือนกัน
 
...................
 
สรุปได้ ว่า คืนแรก ต้องนอน backpackers ครับ เป็นที่พัก แบบนักเดินทาง นักเดินทางชั่วคราว เหมือนในหนังน่ะล่ะครับ
ส่วนคืนที่เหลือ ผมไม่สามารถจอง แบบ 2 คืนได้ เพราะ เนื่องจากเงื่อนไขในช่วง high season กำหนดไว้ว่า ต้องพักอย่างต่ำสามคืน ติดต่อกัน จึงจะได้
อะไร หลายๆ อย่าง ก็ไม่เป็นใจไปซะหมด แม้กระทั่งเรื่องรถ เดินทาง ก็มีปัญหา ไม่แพ้กัน
เพราะคนนึงจะเอารถตู้ อีกคนนึงก็จะขับรถไปเอง โอว..... เรียกได้ว่า คนละแนวคนละแบบจริงๆ
ยังไม่พอ ยังมีกั้ก กัน ว่าจะเอาคนนั้นไปเพิ่มคนนี้ไปเพิ่ม โดยไม่ดูรถกันเล้ย ชวนกัน ซะจริงๆ
แค่การเริ่มต้นก็เริ่มจะเห็นแวววุ่นๆ ซะแล้วสิ แต่ไม่เป็นไรครับ ปัญหามีไว้แก้ ค่อยๆ แก้กันไป
 
...................
 
 
เอาล่ะครับ และแล้วทุกอย่างก็เสร็จสมบูรณ์โดยบทสรุปได้ ที่พัก สี่คืน ห้าวัน
โดยตกลงกันว่าจะพักแค่ สามคืนสี่วัน เท่านั้นเพราะค่าที่พัก ที่จ่ายไปนั้น จ่ายสามคืนราคาเท่ากับสองคืน เหมือนได้ฟรีมาวันนึง
แล้วเราจะโดยสารโดยเหมารถตู้ไป โดยมีคนขับหนึ่งคนเป็นคนศรีลังกา แล้ว กลุ่มเรา เจ็ดคน เป็น ไทย สาม คน จีนสามคน แล้วก็ ศรีลังกา สองคนดังนี้ครับ
 
พี่มอส -> พ่อครัวหัวป่าก์ -> ไทยแท้
พัดโบก -> ตากล้องจำเป็น -> ไทยแท้
ซิน -> คนกลาง -> ไทยแท้
ดินุชา -> Robot -> ศรีลังกา
ดอน -> คนขับรถ -> ศรีลังกา
ฮันเตอร์ -> Romantic man -> จีน
วิเวียน -> สาวน้อยจากซิดนีย์ -> จีน
ทอม -> เจ้าหนูจำไม ->จีน
 
.......................
 
และแล้ว ก็มาถึงวันก่อนวันเดินทาง หนึ่งวัน ก็คือวันที่ 24 Dec นั้นเอง ที่นี่เขาเรียกว่า
Chrismas Eve ครับ เพราะเป็นคืนก่อนวัน คริสมาส ทุกคนก็จะออกไป ช้อปปิ้ง หรือทะยอยเดินทางออกไปเที่ยวนั้นเอง
ส่วนผมกับ เพื่อนๆ ก็ไปช้อปปิ้ง ซื้อของเพื่อไป ทริปนี้กัน เรียกได้ ว่า ช้อปปิ้งเยอะมาก หมดไปราวๆ 200$ เห็นจะได้ เท่านั้นไม่พอครับ
เนื่องจากเป็นคืนก่อนวันเดินทาง แล้ววัน รุ่งขึ้นนัดกัน ไว้ เจ็ดโมงเช้า โดยที่ คนขับรถอาสา ทำขนมปังฮอทดอกมาให้กินตอนเช้า
จึงทำให้ เรา คิดว่า อาจจะตื่นไม่ทัน ทางแก้ จึง เป็น... วิธีง่ายๆ ที่ทำกันมานั่นก็คือถ้าตื่นไม่ทัน ก็ไม่ต้องนอน นั่นเอง เหอๆ เลย นั่งคุยกัน ถึงเช้า ครับ
และแล้วเมื่อเวลามาถึง ผมก็จัดการโทรไปปลุกทุกคน ว่าพร้อมหรือยัง ราวๆ หกโมงเช้า

คำตอบที่ได้ก็คือ ทุกคนก็พร้อมแล้ว เช่นกัน
ผมจึงโทรไปบอกดินุชาว่า ให้ออกรถมาได้เลย พร้อมหมดแล้ว .... ดินุชา รับปากอย่างดิบดีครับ .....
 
....
....
....
 
เวลาผ่านไป 7.30 ก็แล้ว  ยังไม่เห็น วี่แววของศรีลังกาทั้งสองเลย
ผมจึง จัดการโทรเช็คอีกที .... ปรากฎว่า คำตอบที่ได้คือ .... คนขับรถกำลัง ทำฮ้อทดอกให้กินกันอยู่ เหอๆ
ผมก็ถามว่าจะเสร็จกี่โมง แล้วจะมารับกี่โมง เค้าก็บอกว่า แปดโมง ไม่เกินแปดโมงสิบห้า โอเค ผมให้ได้ เพราะไม่ได้ รีบมาก
...... แต่ ง่วงมาก เพราะไม่ได้ นอนเลย 8.30 ผ่านไป ยังไม่มี วี่แววของ ศรีลังกา ปรากฎตัวแถวๆ บ้านผมแต่อย่างใด
นั่งรอจะหลับแหล่มิหลับแหล่ จนถึง 9.30 ครับ ถึงจะมาปรากฎตัวที่บ้านผมได้ เหอๆ โอว ง่วงมากถึงมากที่สุด เลย
และแล้วการเดินทางวันแรกของเราก็ได้เริ่มต้นขึ้น ในขณะที่ผม ตรงดิ่งขึ้นบนรถพร้อมทั้ง เตรียมพร้อมที่จะนอนทันที .....
 
......
 
 
ต่อตอนที่สอง คืนนี้ครับ

December 13

บทสุรปของการเดินทาง บทที่สอง : ตอนจบ

และแล้วก็มาถึงวันประกาศผลสอบเทอมแรก ซะที
ในที่สุดคะแนนก็ออกมาซักที แต่.......
ผลที่ออกมาก็ ดี ครับ ถือว่าผิดหวังนิดหน่อย แต่ก็ ไม่ได้ พลาดจากเป้าที่ตั้งไว้
ได้ เกิน 70% ทุกวิชา(71%,78%,80%) อย่างว่านะครับการเรียนต่างประเทศอะไรที่มันง่ายๆ มันก็อาจจะได้มายากเหมือนกัน เหอๆ
และครั้งนี้ก็เป็นอีกครั้งที่ผม สะเพร่า เลินเล่อ และ ประหม่า
แต่ก็ต้องแก้ไขกันไป ล่ะนะครับเรื่องแบบนี้ เหอๆ
และแล้ว บทสรุปของการเดินทางบทที่สอง นี้ก็จบลงได้แบบสมบุรณ์เสียที
แล้วพบกันใหม่ กับ การเดินทางครั้งใหม่ของผมนะครับ
บายๆ
 

Sin ..

Weather

Loading...
Thanks for visiting!
Please wait...
Sorry, the comment you entered is too long. Please shorten it.
You didn't enter anything. Please try again.
Sorry, we can't add your comment right now. Please try again later.
To add a comment, you need permission from your parent. Ask for permission
Your parent has turned off comments.
Sorry, we can't delete your comment right now. Please try again later.
You've exceeded the maximum number of comments that can be left in one day. Please try again in 24 hours.
Your account has had the ability to leave comments disabled because our systems indicate that you may be spamming other users. If you believe that your account has been disabled in error please contact Windows Live support.
Complete the security check below to finish leaving your comment.
The characters you type in the security check must match the characters in the picture or audio.
AKE Mwrote:
Happy จริงๆเพื่อนกรู
July 4
PoMPoM C.wrote:
ขอบคุณสำหรับคำอวยพรจ้า ซินดี้
ขอให้มีความสุขเหมือนกันน๊า
June 10
porpaorwrote:
whazzzzz
ดูเหมือนว่าซินจะ enjoy eating มั่กน่ะ อิอิ
เห็นไม่ค่อยออน สงสัยมัวแต่กิน่น่ะเอง เอิ้กๆๆ
 
เราก็เรื่อยๆเปื่อย งานหนัก ทะเลาะกะ boss เลิกงานก็เลยเข้าผับกะเพื่อน ดื่มให้เมากันไปข้างนึง
ตื่นมา ก็ไปทำงานต่อ กร๊ากกก
 
คิดถึงนะ จู๊ฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ
Apr. 26
AKE Mwrote:
Yo My friend
โทษทีนะ ไม่ค่อยมีเวลาเข้ามาดูเท่าไร อยู่ที่ทำงานเน็ตก็เต๊าเต่า
เลิกงานก็ดึก
เดี๋ยวจะเล่นสงกรานต์เผื่อนะเพื่อน
ดีใจกับนายด้วยนะ ได้เจอทั้งเรื่องร้ายๆและเรื่องดีๆ
แล้วก็จบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง
นายเจ๋งมากเพื่อน
ไปละ มาแวะให้กำลังใจเพื่อนเฉยๆ
กลับบ้านนอกละ ไปสาดน้ำ ฮ่ะๆ

Enjoy with Songkran festival ^^

Apr. 13